แนวเรียลสตอรี่

แนวเรียลสตอรี่ เดอะไอริชแมน เปิดปมการเมืองเรื่องสกปรกของอเมริกา ผ่านสายตามาเฟียอิตาลี

ข่าวหนังต่างประเทศ

แนวเรียลสตอรี่ เดอะไอริชแมน คนใหญ่ไอริช หนังฟอร์มยักษ์ทุนสร้าง 159 ล้านเหรียญของเน็ตฟลิกซ์ สูงสุดที่เคยมีมา

แนวเรียลสตอรี่ แล้วก็ตั้งเป้าหมายเป็นหนังสายรางวัลที่เล็งปัดกวาดออสการ์ หนังได้ดารารุ่นใหญ่ โรเบิร์ต เดอ นีโร, อัล ปาชิโน่ และก็โจ เปสซี กลับมาร่วมงานหนังกลุ่มสเตอร์แนวถนัดกันอีกที ผ่านการควบคุมของมาร์ติน สกอร์เซซี่ บอกเล่าเรื่องราวหน่วยงานอาชญากรรมในอเมริการะยะหลังการศึกผ่านมุมมองของแฟรงค์ ชีแรน ทหารที่เคยออกรบยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เปลี่ยนมาเป็น 1 ในบุคคลสำคัญของกลุ่มมาเฟียอิตาลีที่มีความเกี่ยวข้องกับการล่องหนไปของจิมมี่ฮอฟฟา หัวหน้าสหภาพแรงงานในตำนาน ที่คดียังไม่มีการไขแจ่มแจ้งมาจนถึงปัจจุบันนี้

หนังปรับเปลี่ยนจากหนังสือ ฉันได้ยินคุณทาสีบ้าน ปี 2004 ของชาร์ลส์ แบรนด์ เกี่ยวกับบันทึกการสัมภาษณ์ของแฟรงค์ ชีแรน อดีตกาลหนึ่งใน 3 ของหัวหน้าสูงสุดกลุ่มมาเฟียอิตาลี ที่มีเชื้อสายไอริชเพียงผู้เดียว โดยเขายอมรับว่าเป็นคนฆ่าเพื่อนฝูงของเขาจิมมี่ฮอฟฟ่า หัวหน้าสหภาพแรงงานที่ล่องหนไปอย่างปัญหาเมื่อปี 1975 อ่านเรื่องราวต่อตรงนี้

จิมมี่ฮอฟฟ่าคดีอุ้มฆ่ามาเฟีย ความเป็นจริงในเดอะไอริชแมน โดย มาร์ติน สกอร์เซซี่ เริ่มแรกเพื่อความรู้ความเข้าใจที่ถูกกับการดูหนังหัวข้อนี้ จำเป็นต้องพูดว่านี่ไม่ใช่หนังกลุ่มสเตอร์โดยตรงแบบที่เคยได้เห็นกันทั่วๆไป หากรู้สึกว่าจะได้มองเห็นฉากบู๊หรือฉากแนวแอ็กชั่นต่างๆแม้กระทั้งการดวลปืนกับตำรวจหรือระหว่างกลุ่มจะไม่มีในหนังหัวข้อนี้ รวมทั้งเนื้อหาเกี่ยวกับหน่วยงานอาชญากรรมในเรื่องก็มิได้มีการชี้แจงตรงๆนี่เป็นหนังประวัติส่วนตัวของ “แฟรงค์ ชีแรน” ที่ส่งผลให้เกิดเรื่องราวของ “จิมมี่ ฮอฟฟา” โดยตรง

เป็นรื่องราวเชิง “บริบทของกลุ่มสเตอร์” ดังที่ผู้กำกับมาร์ติน สกอร์เซซี่เล่าไว้ภายในเบื้องหน้าเบื้องหลังงานปั้นเรื่องนี้ ซึ่งมีให้มองในเน็ตฟลิกซ์ พร้อมทั้งหนัง (คลิกรับชมได้ที่นี่) โดยบริบทที่ว่านี้ก็คือ สิ่งต่างๆในสังคมอเมริกาที่เชื่อมโยงกับกลุ่มมาเฟียอิตาลีนี้เกือบทั้งหมด ดังที่ในหนังบอกไว้ว่า “ถนนหนทางทุกสายย้อนกลับมาตรงนี้” และก็กลุ่มนี้ก็เป็นเจ้าของถนนหนทางเส้นนี้นี่เอง ข่าวหนัง มาร์เวล

และก็เพื่อความสมบูรณ์สำหรับเพื่อการดูหนังประเด็นนี้ให้รู้เรื่องเยอะขึ้น ก็ควรจะอย่างมากที่จะจะต้องมองผลงานหนังกลุ่มสเตอร์ขึ้นหิ้งอีกหัวข้อของผู้กำกับมาร์ติน สกอร์เซซี่ ด้วยโน่นเป็นคนดีเหยียบฟ้า (1990) ชื่อไทย คนดีเหยียบฟ้า (คลิกรับดูผ่านเน็ตฟลิกซ์ ได้ที่นี่) ซึ่งในหัวข้อนี้จะชี้แจงพื้นฐานแนวความคิดโลกของมาเฟียอิตาลีอย่างละเอียด ซึ่งสร้างขึ้นจากข้อเท็จจริงเหมือนกัน

ทำให้รู้เรื่องเรื่องราวในเดอะไอริชแมน ที่ตัดผ่านไปหลายประเภท เป็นต้นว่า สถานะคนเชื้อสายไอริชในกลุ่มอิตาลีเป็นเยี่ยงไร ซึ่งนี้จะเกี่ยวข้องกับการที่แฟรงค์ ชีแรนเป็นคนพิเศษมากมายๆที่ได้รับแหวนหัวหน้าที่มีเพียง 3 วงในโลก อันเป็นไฮไลท์หนึ่งของหนังหัวข้อนี้ รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยหลายๆอย่างของสังคมกลุ่มที่บางทีอาจจะมิได้มีชี้แจงไว้ดีพอเพียงในไอริชแมน

แม้กระนั้นหากคนไหนกันไม่คิดจะมองก็อ่านจากด้านหลังบทความจะมีสปอยล์นิดหน่อยไว้ให้ได้รู้กัน แต่ว่าชี้แนะว่าหากมองได้ควรจะดูด้วยตนเองเป็นอย่างยิ่ง (ส่วนตัวหนังสนุกสนานรวมทั้งเพลิดเพลินไม่เหมือนกับไอริชแมนมากมายนะครับ) ที่พิเศษอีกอย่างเป็นคนดีเหยียบฟ้า นักแสดงนำเล่นโดย โรเบิร์ต เดอ นีโร กับ โจ เปสซี ด้วยเหมือนกัน แล้วก็บทในหัวข้อนี้กับไอริชแมนก็มีความแตกต่างกัน เป็นสถานะมาเฟียที่เติบโตขึ้นอีกด้วย (ในคนดีเหยียบฟ้า ยังไม่ใช่ระดับหัวหน้ากลุ่ม)

แนวเรียลสตอรี่

แนวเรียลสตอรี่ อย่างที่บอกไว้ภายในข้างต้นว่านี่เกิดเรื่องราว “บริบทของแก๊งสเตอร์”

แนวเรียลสตอรี่ หนังประเด็นนี้ก็เลยเกิดเรื่องเล่าอีกด้านของประวัติศาสตร์อเมริกาที่สุดแสนเปรอะเปื้อน ผ่านผู้แสดง “แฟรงค์ ชีแรน” ที่ขึ้นตรงกับ “รัสเซล บัฟฟาลิโน” มาเฟียระดับเหนือสุดของกลุ่มอิตาลี ซึ่งหนังให้เวลาการปูเรื่องแฟรงค์ตั้งแต่เป็นอดีตทหารที่เคยออกรบแล้วได้มาบังเอิญพบกับรัสเซล ก่อนจะได้รับงานนิดๆหน่อยๆไปจนกระทั่งฆ่าคน ที่หนังในหนังใช้คำว่า “ช่างทาสีบ้าน” (เพราะว่ายิงคนแล้วเลือดกระเด็นติดฝาผนัง จำต้องลงสีกลบทับอีกครั้ง)

รวมทั้งแปลงเป็นมือชั้นยอดของกลุ่มที่ถูกวางใจมอบหมายให้ไปช่วยเหลือ จิมมี่ฮอฟฟ่าประธานสหภาพแรงงานอเมริกาที่กำลังเจอปัญหาลึกๆอยู่ขณะนั้น และแปลงเป็นว่าแฟรงค์ได้เปลี่ยนมาเป็นทั้งเพื่อนสนิท และคนภายในสายสหภาพแรงงานของจิมมี่ที่เติบโตขึ้นเรื่อยก่อนที่จะจิมมี่จะถูกสอยเข้าเรือนจำจากปัญหาส่วนตัวที่เชื่อมไปยังการบ้านการเมืองระดับประเทศ ซึ่งที่ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นของชนวนเหตุที่ทำให้จิมมี่แปลงเป็นคนหายดูดสูญจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดทั้งปวงมาจากการให้สัมภาษณ์ของของแฟรงค์ ชีแรนในบ้านพักคนแก่ในช่วงต้นเรื่องที่เปลี่ยนมาเป็น หนังสือฉันได้ยินคุณทาสีบ้าน ผมได้ยินว่าคุณรับลงสีบ้าน จากประโยคพูดคุยผ่านโทรศัพท์ของแฟรงค์กับจิมมี่หนแรก หนังตัดสลับเรื่องเล่าของแฟรงค์ในตอนนี้ไปยังสมัยก่อน ผ่านการขับรถยนต์ระยะไกลตลอดเรื่องกับมาเฟียรุ่นพี่รัสเซล บัฟฟาลิโน ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นเส้นเรื่องหลักช่วงกันก่อนที่จะจิมมี่ฮอฟฟาจะล่องหนไป รวมทั้งหนังก็ใช้ระยะเวลาเดินทางยาวไกลนี้เล่าราวภูมิหลังของแฟรงค์ซ้อนอยู่อีกชั้น

พอๆกับหนังประเด็นนี้มี 3 ไทม์ไลน์หลักหมายถึงแฟรงค์ในตอนนี้ที่กำลังให้สัมภาษณ์กับชาร์ลส์ แบรนด์ (ตอนวัยแก่) , แฟรงค์ที่เดินทางไปกับรัสเซล บัฟฟาลิโน (ตอนสูงอายุของแฟรงค์) สมัยก่อนจนกระทั่งเดี๋ยวนี้แฟรงค์ (ตอนชายหนุ่มใหญ่กลางคน) ซึ่งที่ตรงนี้จะต้องรู้เรื่องให้ดีๆในขณะที่รับดู เนื่องจากว่าหนังตัดสลับไปๆมาๆโดย 3 นักแสดงหลักใช้ดาราเดิมเล่นเองทั้งหมดทั้งปวง ผ่านเทคโนโลยีลดอายุดาราหนัง ที่ว่ากันว่าเป็นก้าวใหม่ของแวดวงภาพยนตร์ ทำให้สมจริงสมจังขึ้นโดยไม่ต้องสลับตัวผู้แสดงตามอายุ ดีมากกว่าการเมคอัพหน้าเนื่องจากว่าทำให้แสดงสีหน้าท่าทางได้ตามจริง

โดยวิธีนี้ใช้กล้องถ่ายรูปพิเศษหลายตัวถ่ายภาพโดยที่ไม่มีเซ็นเซอร์อะไรติดที่บริเวณใบหน้าเลย (หาดูได้จากเบื้องหน้าเบื้องหลังงานสร้างในอินเตอร์เน็ตฟลิกซ์) ซึ่งนักแสดงในเรื่องมีการเปลี่ยนอายุผ่านริ้วรอยบนบริเวณใบหน้าตลอดระยะเวลาในเรื่อง ทำให้บางทีก็อาจจะงงงันหน่อยถ้าหากผู้ชมตามไม่ทันว่าในเวลานี้เล่าในตอนไหน ทำให้จำเป็นต้องใช้สมาธิสูงสำหรับการรับดู แล้วก็ด้วยความยาวของเรื่องราว 3 ชั่วโมง 19 นาทีไม่รวมเครดิต เนื้อหาที่ลุ่มลึก

ซึ่งเป็นความยาวที่เกินกว่าการดูหนังทั่วๆไปมากมาย ผู้กำกับใช้โอกาสพิเศษสำหรับในการลงสตรีมมิ่งเน็ตฟลิกซ์ ด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวแบบตั้งอกตั้งใจเก็บทุกรายละเอียดเกือบจะไม่มีการหั่นฉากทิ้งตามแบบหนังฉายโรงทั่วๆไป เอาเพียงแค่เรื่องราวของแฟรงค์ ชีแรนก่อนจะมาพบกับจิมมี่ฮอฟฟา ก็ขว้างเข้าไป 45 นาทีแล้ว ซึ่งถ้าเกิดถามคำถามว่ายาวเกินไหม ก็จำเป็นต้องตอบว่ายาวมากมาย แต่ว่าก็มิได้ยาวเกินแบบไม่สำคัญ เพราะเหตุว่าผู้กำกับตั้งมั่นใส่เรื่องราวมีมิติในเนื้อหาสำคัญยิบๆทุกตอน แต่หนังมิได้เหมาะสมกับทุกคน

เนื่องจากว่ามีเรื่องมีราวราวประวัติศาสตร์อเมริกาแล้วก็การรบในตอนนั้นแทรกเข้ามาหลายประเภท ถ้าหากไม่ใช่คนพอใจหนังประวัติศาสตร์อเมริกาจะดูแล้วกำเนิดปัญหางงงวยๆเป็นระยะตลอดเรื่องได้ เพราะว่าหนังเอาตัวแฟรงค์เข้าไปเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้โดยมิได้ชี้แจงละเอียดว่าเหตุนั้นเป็นอย่างไรแบบแจ่มแจ้ง มีแบ็คกราวด์ที่มาเช่นไร หนังเล่าด้วยข้อมูลจริงรวมทั้งสร้างขึ้นมาจากความจริงเป็นหลัก

แม้กระนั้นไม่ใช่การเล่าแบบในหนังฟอเรสกั๊มพ์ที่ผู้ชมทั่วๆไปจะเข้าดวงใจได้อย่างไม่ยากเย็นในทันที รวมทั้งมิได้เล่าบันเทิงใจหวือหวาอะไร อารมณ์ในเรื่องออกแนวสมจริงสมจังเรียบของแฟรงค์ ที่ก็ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ความรู้สึกอะไรออกมามากมาย ในแบบอย่างมาเฟียอิตาลีที่ไม่ค่อยพูดเจอหน้ายิงเลยแบบดิบๆซึ่งหนังมาในทางสมจริงสมจัง ไม่มีการมาบอกสนทนาต่อรองอะไรเวลายิงกันทั้งปวง

ด้วยเหตุนั้นพวกเราจะได้มองเห็นฉากแฟรงค์ตรวจงานทุกงานในแบบไม่ต้องมีบทสำหรับพูด หรือมาครวญข้างหลังยิงอะไรทั้งหมด แม้กระทั้งกับจิมมี่ฮอฟฟา เพื่อนซี้ของเขาที่ตนเองรับสารภาพว่าเป็นคนยิงก็ตามแต่ เรียกว่าหนังพรีเซนเทชั่นอารมณ์ของการเป็นมือสังหารมาเฟียอิตาลีจริงๆที่ยิงคนเป็นว่าเล่นตามหน้าที่เพื่อเป็นการตอบแล้วก็ทรงเกียรติในกลุ่มโดยมิได้มีเงินมาเกี่ยวพัน

เนื้อหาที่ลุ่มลึก

หากว่าหนังจะพรีเซนเทชั่นฉากอาชญากรรมด้วยอารมณ์เรียบแต่ว่าหนังก็มิได้จืดจางไร้อารมณ์ซะทีเดียว

แนวเรียลสตอรี่ หนังย้ำไปที่เรื่องราวมิตรภาพระหว่างแฟรงค์กับจิมมี่ผ่านเกมการบ้านการเมืองในสหภาพแรงงานที่จิมมี่ปั้นแฟรงค์ขึ้นมาช่วยตัวเขาเองกับงานด้านนี้ ซึ่งไม่เหมือนกับความสัมพันธ์ที่รัสเซลมีให้ผ่านการปั้นแฟรงค์ขึ้นมาเป็นมือสังหารประจำตัวที่รับงานไหนไม่มีพลาด ก่อนก้าวขึ้นมาถึงจุดสูงสุดด้วยการได้แหวน 1 ใน 3 วง ซึ่งแฟรงค์เป็นคนไอริชเพียงผู้เดียวที่ถูกสารภาพให้ขึ้นมาถึงระดับนี้ (อ่านเรื่องราวเพิ่มอีกของการแบ่งชนชั้นของเชื้อสายไอริชกับมาเฟียอิตาลีถึงที่กะไว้ด้านหลังบทความ) ซึ่งมิตรภาพที่ทั้งคู่คนมีผ่านแฟรงค์ที่เป็นตัวกึ่งกลางของเรื่องราวสองฝั่ง

โดยจุดแรกเริ่มมาจากกองทุนเงินเกษียณอายุของสหภาพแรงงานที่จิมมี่ดูแลอยู่ถึง 8 พันล้านเหรียญ เป็นราวกับแหล่งเงินสีเทาให้มาเฟียยืมไปใช้จ่ายสร้างธุรกิจใหม่ๆโดยไม่ต้องมีเงื่อนไขหรือดอกเยอะแยะแบบแบงค์ หนังลากขุดไส้การบ้านการเมืองอเมริกาตั้งแต่สหภาพแรงงานจากฐานด้านล่างเขตแดนขึ้นมาถึงด้านบนระดับประเทศ เชื่อมโยงไปถึงการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐที่ไม่พ้นจะต้องพึ่งแหล่งเงินเลอะเทอะกลุ่มนี้ด้วยเหมือนกัน อันเป็นความจริงในสมัยก่อนที่อาจไม่ยอมรับไม่ขึ้นสักเท่าไหร่

ด้วยเหตุว่าหนังเชื่อมโยงเรื่องราวการทดแทนบุญของผู้นำกันให้เห็นกระจ่างๆตามประวัติศาสตร์อย่างการทำศึกประเทศคิวบาว่าเพราะเหตุใดสหรัฐต้องหาทางโค่นอำนาจหัวหน้าอย่าง “ฟิเดล กัสโตร” ให้ควรได้ รวมถึงการตั้งทีมเฉพาะกิจหาทางโจมตีนักลงทุนที่เกื้อหนุนคู่ปรปักษ์ผู้นำสหรัฐอย่างนิกสัน ซึ่งมีจิมมี่ ฮอฟฟาเป็นผู้บริจาคการช่วยเหลือเกื้อกูลโดยตรง

หนังมีพาร์ทของเรื่องราวแฟรงค์ก่อนฆ่าจิมมี่ฮอฟฟาเป็นเส้นหลักที่เล่าแบบเรื่อยเบาๆบีบคั้นเยอะขึ้นเรื่อยๆเป็นลำดับ ทำให้มองเห็นมูลเหตุว่าเพราะเหตุไรคนระดับจิมมี่ ฮอฟฟาที่ว่ากันว่าในสมัยนั้นมีอำนาจรวมทั้งความนิยมชมชอบของมนุษย์รองจากผู้นำสหรัฐถึงโดนสั่งเก็บได้ ซึ่งแรงกดดันที่ว่านั้นก็มาจากมิตรภาพที่ทั้งยัง 3 คนมีให้กัน รวมทั้งพากเพียรอย่างที่สุดที่สามารถจะช่วยจิมมี่มาตลอด จนกระทั่งจุดที่ไปต่อไม่ติดแล้ว

จากความหลงไหลในอำนาจของจิมมี่เองที่ล้ำเส้นเบื้องบนที่แม้กระทั้งผู้นำสหรัฐยังไม่รอด รวมทั้งเปลี่ยนมาเป็นคดีความปัญหาหาคนบงการตัวจริงมิได้มาจนถึงทุกวันนี้เหมือนกัน หากแม้หนังจะมีเรื่องมีราวราวมาเฟียการบ้านการเมืองเข้มข้น แต่ว่าก็ไม่ลืมเลือนที่จะเล่าราวความเป็นคนของแฟรงค์ ในมุมที่พากเพียรอย่างมากชั่วชีวิตให้บุตรสาวอีกทั้ง 3 คนสารภาพ แม้ว่าจะไปถึงเป้าหมายในกลุ่มหารายได้มายกระดับฐานะให้ครอบครัวได้ แม้กระนั้นเขาก็ไม่เคยชนะใจหรือได้รับการยินยอมรับจากบุตรสาวชั่วชีวิตเลย

ต่างกับจิมมี่ที่บุตรสาวของแฟรงค์สารภาพเชื่อถือชื่นชอบมากยิ่งกว่าผู้เป็นบิดาแท้ๆซะอีก หนังมีประเด็นนี้มาเป็นช่วงๆตรงเวลาการเจริญเติบโตของบุตรสาวแฟรงค์ในเรื่อง ก่อนจะทิ้งตูมท้ายที่สุดให้น้ำหนักเต็มกำลังข้างหลังเรื่องราว 3 ไทม์ไลน์รวมกันในช่วงปัจจุบัน ที่แฟรงค์เปลี่ยนเป็นคนวัยชราในบ้านพักผู้สูงวัยที่ไม่มีเงาบุตรหลานมายอดเยี่ยม ซึ่งก็เปลี่ยนเป็นวาระสุดท้ายผลสรุปของเรื่องราวที่แฟรงค์ยอมสัมภาษณ์เผยเรื่องราวในปี 2003 ก่อนตายในปีเดียวกัน

และก็หนังสือเผยแพร่ในปี 2004 ก่อนถูกดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขเอามาผลิตเป็นหนังหัวข้อนี้ท้ายที่สุด ซึ่งมิได้เหมาะสมกับผู้ชมแมสวงกว้างสักเท่าไหร่ ยิ่งชาวไทยด้วยแล้วเกิดเรื่องไกลตัวเข้าไปอีก แม้กระนั้นถ้าหากเจาะลึกในเรื่องเนื้อหางานสร้างแล้ว นี่เป็นหนังที่จำเป็นต้องจารึกไว้ภายในประวัติศาสตร์แวดวงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งแน่ๆ และก็เป็นนิมิตหมายใหม่ของหนังสตรีมมิ่งเน็ตฟลิกซ์ ที่ท้าทายชนแวดวงหนังฮอลลีวู๊ดจังๆ